จริงมั้ย… ความหวาน 0 แคลอรี่ = สวรรค์ของสายหวานที่รักสุขภาพ?

0 แคลอรี ดีมั้ย

คนรักสุขภาพ คนที่กำลังลดน้ำหนัก เวลาจะซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ต สั่งขนมและเครื่องดื่มต้องเคยชินกับคำว่า 0 แคลอรี กันเป็นอย่างดี เพราะตามโฆษณาที่เค้าสื่อออกมาให้เราเห็นกันก็มักเน้นย้ำว่า กินแบบ 0 แคลอรี สิดี อร่อยด้วย ผอมด้วย เจอแบบนี้เข้าไปคนรักสุขภาพ คนอยากผอม เป็นต้องเทใจให้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลมไร้น้ำตาล โยเกิร์ตไร้ไขมัน ไปจนถึงน้ำสลัด 0 แคลอรี

แต่จริงหรือที่บรรดาสินค้ารสหวานไร้น้ำตาล แถมยังไม่ให้พลังงานเหล่านี้จะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ถูกจุดจริง ๆ ?

ความหวาน 0 แคลอรี่  = ไม่มีน้ำตาล =  ไม่ให้พลังงาน

ไม่ได้เท่ากับ

“สุขภาพดี”

สมการควบคุมน้ำหนักของคนรักสุขภาพเป็นอันต้องสั่นคลอน เมื่องานวิจัยของมหาวิทยาลัยเยลถูกเผยแพร่ออกมาว่า การรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ประกอบด้วยสารให้ความหวานชนิดไม่ให้พลังงานจะไปเปลี่ยนแปลงศูนย์ความสุขในสมอง ส่งผลให้ร่างกายตอบสนองต่อรสหวานด้วยความเบื่อหน่ายและหดหู่

แต่ทั้งนี้สารให้ความความหวานก็ไม่อาจหลอกกลไกของสมองได้ เพราะความหวานเทียมนี้จะสั่งให้สมองเสพติดหวานแบบไม่รู้ตัว และทำให้มีความรู้สึกอยากอาหารเพิ่มขึ้นด้วย และเมื่อระบบนับแคลอรี่ในร่างกายรวน ร่างกายจึงต้องการอาหารอื่น ๆ ทั้งหวานและคาวมาเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย ส่งผลให้ปริมาณแคลอรี่โดยรวมที่ได้รับต่อวันเพิ่มขึ้น  สุดท้ายน้ำหนักจึงพุ่งทะยานขึ้นนั่นเอง

ไม่มีน้ำตาล แล้วความหวานนี้มาจากไหน?

รสหวานจากผลิตภัณฑ์ที่ให้พลังงาน 0 แคลอรี่ มักมาจาก “สารให้ความหวานที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ” หรือ “น้ำตาลเทียม” ซึ่งเป็นสารที่ใช้สำหรับแต่งรสหวานและแต่งกลิ่น โดยน้ำตาลเทียมเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อซ่อมโรคร้ายให้กับผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยความดันโลหิตที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูง เนื่องจากสารให้ความหวานไม่มีน้ำตาล ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยจึงไม่เพิ่มขึ้น ทั้งยังเป็นความหวานทางเลือกให้กับบรรดาคนลดน้ำหนักที่เสพติดความหวาน แต่ไม่อยากอ้วนอีกด้วย

ความหวานเทียม ตัวช่วยซ่อมโรค หรือ ตัวร้ายซ่อนโรค ?

ถึงสารให้ความหวาน 0 แคลอรี่จะดูมีประโยชน์ไม่น้อย แต่การที่คนสุขภาพดีหันมาบริโภคน้ำตาลเทียมกันอย่างแพร่หลาย อาจเปลี่ยนจากหวานซ่อมโรคกลายมาเป็นหวานซ่อนโรคก็เป็นได้

สารให้ความหวานที่ผู้ผลิตนิยมใช้มากที่สุดในปัจจุบัน คือ “แอสปาแตม” ซึ่งให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 200 เท่า และไม่ทนต่อความร้อน จึงนิยมใส่ในเครื่องดื่มมากกว่านำมาใช้ปรุงอาหาร

แอสปาแตมเป็นน้ำตาลเทียมจากการสังเคราะห์ด้วยกระบวนการทางเคมี ทำให้เจือปนด้วยสารเคมีถึง 3 ชนิด ได้แก่ กรดแอสปาร์ติก, ฟีนิลอะลานีน และเมธานอล หากบริโภคเป็นระยะเวลานานจนได้รับสารเคมีเป็นจำนวนมาก ร่างกายจะไม่สามารถกำจัดออกไปได้หมด ซึ่งสารเคมีเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อ และ DNA จนเกิดความเสียหาย นำไปสู่ความผิดปกติของเซลล์ และอาจก่อให้เกิดเป็นมะเร็งในที่สุด

ในกรณีที่ร้ายแรงกว่านั้น ถ้ากรดแอสปาร์ติก ซึ่งเป็นสารเคมีหลักในแอสปาแตม เดินทางผ่านตัวกรองเลือดเข้ามาสู่สมองจะส่งผลให้เซลล์สมองถูกทำลายและเซลล์ประสาทเกิดความเสียหาย จนอาจเกิดความผิดปกติกับสมองได้ เช่น โรคอัลไซเมอร์ และโรคลมบ้าหมู เป็นต้น

นอกจากนี้แอสปาแตมยังทำให้เกิดอาการท้องอืดและท้องเฟ้ออีกด้วย เนื่องจากแอสปาแตมไม่ถูกดูดซึมเข้าร่างกาย แต่จะถูกย่อยในลำไส้ใหญ่จนเกิดเป็นก๊าซเต็มท้อง

“ซูคราโลส” เป็นสารให้ความหวานที่ผู้ผลิตนิยมใช้รองลงมา เนื่องจากมีราคาปานกลาง ซูคราโลสมาจากการเพิ่มคลอรีนเข้าไปในโมเลกุลน้ำตาลผ่านกระบวนการทางเคมี และมีความสามารถในการให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 600 เท่า หากบริโภคมากเกินไปอาจทำให้กระเพาะอาหารไวต่อสิ่งกระตุ้น

อีกหนึ่งสารให้ความหวานที่น่าจับตามอง คือ “หญ้าหวาน” ซึ่งจัดเป็นน้ำตาลเทียมที่ดีที่สุด ณ เวลานี้ เพราะเป็นสารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 300 เท่า และสามารถใช้ปรุงอาหารที่มีความร้อนสูงได้ ที่สำคัญยังไม่มีรายงานพบว่ามีแนวโน้มเป็นพิษต่อสุขภาพ

หวานให้น้อย… อร่อยได้นาน

ทานอาหารครบ 5 หมู่ = มีน้ำตาล = มีพลังงาน

เท่ากับ

“สุขภาพดี”

ถึงเวลาที่บรรดาสายหวานต้องเปลี่ยนสมการควบคุมน้ำหนักแล้ว แม้น้ำตาลเทียมจะให้พลังงาน 0 แคลอรี่  แต่มันไม่ได้ 0 แคลอรี่จริง ๆ เพราะตามบทกฎหมาย หากผลิตภัณฑ์ให้พลังงานไม่เกิน 15 แคลอรี่ ผู้ผลิตสามารถออกโฆษณาว่าให้พลังงาน 0 แคลอรี่ได้ ดังนั้น สายคุมแคลทุกคนควรท่องให้ขึ้นใจแล้วรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมจึงจะดีต่อสุขภาพ อย่าให้คำว่าทานแล้วไม่อ้วนมาหลอกเอาได้

หันมาทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แล้วเติมความหวานให้ชีวิตด้วยน้ำตาลแท้จากธรรมชาติอย่างผักผลไม้ นอกจากจะให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ยังมีพลังงานเชิงบวกให้คุณได้ไปเผชิญโลกกว้างได้อย่างสดใสและกระปรี้กระเปร่า แถมยังได้กากใยมาดูดซับสารอาหารจากมื้ออาหารที่คุณรับประทานอีกด้วย แต่ถ้าต้องการดื่มน้ำผักน้ำผลไม้ ควรดื่มแบบคั้นสดไม่ใส่น้ำตาล เพื่อหลีกเลี่ยงปริมาณน้ำตาลส่วนเกิน

ทั้งนี้องค์การอนามัยโลกได้ระบุปริมาณน้ำตาลที่ควรได้รับต่อวันเฉลี่ยอยู่ที่ 6 ช้อนชา (ประมาณ 25 กรัม) แต่ปัจจุบันคนไทยบริโภคถึง 20 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งมากกว่าความต้องการของร่างกายถึง 3 เท่า

เพราะฉะนั้น ถ้าอยากอยู่ทานของหวานแสนอร่อยไปนาน ๆ แบบไร้โรคมารบกวน เหล่าสายหวานควรจะระมัดระวังและทานรสหวานให้น้อยลง โดยการลดปริมาณน้ำตาลแท้และไม่เพิ่มปริมาณน้ำตาลเทียม ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการหักดิบน้ำตาลแท้แล้วมาบริโภคแต่น้ำตาลเทียมจนเผลอเสพติดความหวานมากกว่าเดิม

 

สนใจอยากทำประกันสุขภาพกับตัวแทนที่ไว้ใจได้ ทางนี้เลยครับ