ทิ้งชีวิตเดิมที่ไร้เป้าหมาย ได้ชีวิตใหม่เพราะคำว่า “โรคมะเร็ง”

โรคมะเร็ง

ถ้าอีกไม่กี่วันนับจากนี้ คุณจะต้องตายจากโลกนี้ไปด้วย โรคมะเร็ง คุณคิดว่ามีอะไรที่ชีวิตนี้อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำอีกบ้าง คุณคิดว่าชีวิตนี้เกิดมาใช้คุ้มหรือยัง ได้ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่บ้างหรือยัง ถ้าหากว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเราจริงๆ เคยคิดมั้ยว่าเราควรจะต้องทำอย่างไรต่อไปกับชีวิตที่เหลือนี้ดี

ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งนะว่า หนึ่งในสิ่งที่ทุกคนโหยหาและอยากให้ตัวเองมีเยอะ ๆ คือ “เวลา”

เพราะถ้ามีเวลาเหลือเฟือก็สามารถใช้เพื่อหาความสุขให้ตัวเองได้

ใช้เวลา.. เม้าท์มอยกับเพื่อน
ใช้เวลา.. ออกไปเที่ยว
ใช้เวลา.. ไถฟีดเฟซบุ๊ก
ใช้เวลา.. ไล่อ่านกระทู้พันทิป
ใช้เวลา.. นอนตื่นสาย ๆ
ใช้เวลา…นั่งแช่ดูซีรีส์ ดูหนังเรื่องโปรดในโรงหนัง

แต่มีใครที่เคยลองนั่งนิ่ง ๆ แล้วตั้งคำถามกับตัวเองหรือเปล่าว่า เวลาที่เราใช้กันแบบทิ้งขว้างนี้ มันคือคำตอบที่สามารถเติมเต็มคุณค่าชีวิตอะไรได้บ้าง? ทำไมผมถึงถามแบบนี้น่ะเหรอ คงเพราะผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ “ส้ม” สุมนา จุนโกเศศ ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่พบว่าตัวเองเป็นมะเร็งเต้านมตอนอายุ 29 ซึ่งไม่ใช่วัยที่มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง ไม่ได้ทำงานที่อยู่ใกล้สารก่อมะเร็ง แถมคนในครอบครัวก็ยังไม่มีประวัติป่วยด้วยโรคมะเร็งด้วย แต่สุดท้ายมะเร็งก็ยังเลือกเธอซึ่งผมว่ามันอาจจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้แม้แต่กับผม เพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่แค่นั้นเอง

โรคมะเร็ง ที่ใครก็ไม่อยากเจอ

ส้มเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ใช้เวลาในชีวิตหมดไปกับกิจกรรมที่ว่ามา เมื่อ Work hard ก็ต้อง Play harder พอว่างจากการทำงานก็ใช้เวลาจับกลุ่มเม้าท์มอยเรื่องดารารวมถึงเรื่องสัพเพเหระทุกเรื่องที่จะสรรหามาได้ นั่งไถมือถืออ่านเฟซบุ๊ก อ่านพันทิป อ่านทุกเรื่องเท่าที่จะอ่านได้ มีเวลาว่างก็ออกไปเที่ยว ไปดูหนัง ฟังเพลงโดยเฉพาะวงโปรดของเธออย่างวง Maroon 5 ใช้เวลาเพื่อเสพทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองมีความสุขเพราะเชื่อว่าความตายเป็นเรื่องไกลตัว และเวลามีถมเถที่จะใช้ทิ้งขว้างยังไงก็ได้

แต่เมื่อวันหนึ่งมะเร็งได้เข้ามาทักทายชีวิตของส้ม ผมถามเธอว่า วินาทีแรกที่หมอบอกว่าเป็นมะเร็ง ส้มรู้สึกยังไงบ้าง ส้มเล่าว่าเหมือนโดนใครเอาค้อนมาทุบหัว แล้วก็บอกว่าเวลาที่เธอจะได้ใช้ชีวิตอยู่มันกำลังจะหมดลงแล้ว และหมดเร็วกว่าที่เธอคาดด้วย

ชีวิตก่อนหน้านั้นที่เครียดจากการทำงานก็จะชอบบ่น ชอบเครียด ปล่อยวางไม่เป็น โกรธง่าย ใช้ชีวิตที่ไหลไปตามกระแสทุนนิยมแบบ 4.0 ที่ทุกอย่างต้องรวดเร็วทันใจ จากคนที่ไม่เคยแคร์สุขภาพตัวเอง ใช้เวลาเพื่อทำงานและหาความสุขให้ตัวเอง มองครอบครัวเป็นเรื่องรองของชีวิต ใช้เวลาไปกับเรื่องไร้แก่นสาร ส้มรู้สึกว่า เธอยังไม่ได้ใช้เวลาไปกับเรื่องสำคัญของชีวิตจริง ๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว ส้มมีงานในฝันที่เธออยากทำนั่นคือ การเป็น Makeup Artist เพราะเธอมีความสุขที่ได้จับแปรงแต่งหน้า ส้มใช้เวลาอยู่กับครอบครัวโดยเฉพาะกับแม่น้อยมาก เรื่องการเข้าวัด ปฏิบัติธรรม การให้ทาน การช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยากกว่าตัวเธอนี่ลืมไปได้เลย เพราะเธอว่าเธอเป็นชาวพุทธแค่ในบัตรประชาชนแค่นั้น!

ระหว่างที่ส้มรักษาโรคมะเร็งด้วยการให้คีโม เธอเล่าว่ามันทรมานมาก แค่จะเดินจากห้องนอนไปห้องน้ำ ร่างกายก็อ่อนแอจนถึงกับต้องคลานไป นอนพักอยู่บนเตียงนานเป็นอาทิตย์ต่อการให้คีโม 1 ครั้ง ส้มเล่าว่าเธอให้คีโม 6 ครั้ง ก็เท่ากับเธอต้องนอนพักร่างกายบนเตียงนานถึง 6 สัปดาห์ แค่ผมลองนึกตามผมก็ยังรู้สึกทรมานแทน นี่ยังไม่นับอาการผมร่วง ซึ่งเธอเป็นผู้หญิงมันส่งผลกระทบทางจิตใจแน่นอน ความอ่อนแอต่อเชื้อโรคที่ทำให้เธอต้องใส่ผ้าปิดปากกับหมวกไหมพรมเวลาออกไปข้างนอกจนเหมือนเป็นอวัยวะที่ 33 ยาวนานถึง 8 เดือน

หลังจากที่การรักษาจบลง อาการของโรคมะเร็งก็สงบแล้ว เมื่อร่างกายแข็งแรงมากพอ มันทำให้เธอรู้สึกเลยว่ามีความสุขมากแค่ไหนกับการเดินด้วยสองขาที่แข็งแรงเพียงแค่ไปซื้อกับข้าวหน้าปากซอยแถวบ้าน ส้มเล่าว่าเธอถึงกับร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจที่สามารถขับรถจากอุดรไปหนองคายเพื่อจะไปทำงานได้ เธอเล่าให้ผมฟังว่าเหมือนสวรรค์ประทานเวลาเพื่อให้เธอใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น

เธอแอบบอกกับผมว่า ระหว่างเงิน 10 ล้าน กับสุขภาพแข็งแรง เธอเลือกสุขภาพแข็งแรงแบบไม่ต้องคิดเลย!
ผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ส้มเลยให้ผมลองจินตนาการว่า ถ้าผมมีเงิน 10 ล้าน แต่ตัวผมต้องนอนอยู่โรงพยาบาลเพราะป่วยหนัก ออกไปไหนก็ไม่ได้ล่ะ เงิน 10 ล้านของผมมันจะยังสำคัญอยู่มั้ย?

สัจธรรมที่ส้มได้พบคือ ในวันที่เธอแย่ที่สุด เธอยังมีคนในชีวิตที่คอยช่วยเหลือ ส้มมีครอบครัว มีแม่ และเพื่อนสนิทที่คอยให้กำลังใจ คอยกอด ปลอบประโลม เล่าเรื่องมุกตลก และคอยช่วยเหลือเธอในวันที่เธอไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะเดินเข้าห้องน้ำ

เมื่อฟ้าประทานโอกาสในการใช้ชีวิตอีกครั้ง ส้มค้นพบว่าเวลาเป็นของมีค่ามากที่สุดในชีวิตนี้ และสิ่งที่เธอต้องการจะทำมันจริง ๆ เธอก็ทำทันทีเพราะอนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอนที่สุด ไม่มีใครรู้เลยว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรกับชีวิตเรา

จากการใช้เวลา.. เม้าท์มอยกับเพื่อน เปลี่ยนเป็นทานข้าวที่บ้าน และเม้าท์มอยกับครอบครัว
จากการใช้เวลา.. ออกไปเที่ยวเตร่ เปลี่ยนเป็นเที่ยวกับครอบครัว และสร้างช่วงเวลาที่ดีต่อกัน
จากการใช้เวลา.. ไถฟีดเฟซบุ๊ก เปลี่ยนจากอ่านเรื่องไร้สาระ มาตามข่าวที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนทำดี เมื่อมีคนโพสต์ขอความช่วยเหลือ ส้มก็จะช่วยแชร์เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือเร็วที่สุด
จากการใช้เวลา.. ไล่อ่านกระทู้พันทิป เปลี่ยนเป็นการดูยูทูปที่สอนการแต่งหน้า ทำผม และฝึกฝีมือตัวเองไปเรื่อย ๆ บ่อยครั้งก็เป็นคลิปออกกำลังกายแบบง่าย ๆ ที่ทำได้ทุกวัน
จากการใช้เวลา.. นอนตื่นสาย ๆ เปลี่ยนเป็นนอนตื่นหกโมงเช้าทุกวัน แม้จะเป็นวันหยุดก็ตาม
จากการใช้เวลา…โกรธ เครียด บ่นกับเรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจ เปลี่ยนเป็นรับรู้และเข้าใจ และรีบปล่อยวางไม่เอามาคิดมาเครียด เพื่อที่จะได้มีความสุขมากขึ้น

ผู้หญิงคนนี้เลือกที่จะตัดสิ่งไม่จำเป็นกับชีวิตออกไปแล้วเลือกใช้เวลาในการทำสิ่งที่มีประโยชน์กับตัวเอง เดินตามความฝันที่จะได้ทำงานในธุรกิจเกี่ยวกับความงามโดยเป็นผู้จัดการร้าน EXQUISITE SALON ที่จังหวัดอุดรธานี ไม่ทิ้งโอกาสที่จะได้เข้าแข่งขันรายการแฟนพันธุ์แท้ ซูเปอร์แฟน จนสามารถเข้ารอบ 7 คนสุดท้าย และได้ตำแหน่ง แฟนพันธุ์แท้ Maroon 5 จากรายการนี้มาครอง ส้มยังคงไม่ประมาทในการใช้ชีวิต รักษาสุขภาพตัวเองให้ดีที่สุดเพื่อรอไปคอนเสิร์ตใหญ่ของ Maroon 5 ที่ Los Angeles ประเทศสหรัฐอเมริกา

ส้มได้บอกกับผมว่า เธอคนเดิมได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว

ถ้าคุณอ่านอยู่แล้วกำลังใช้เวลาเหมือนกับส้มตอนก่อนที่เธอจะป่วย คงจะยังไม่อินกับเรื่องราวของส้ม และมองว่า เราคงไม่โชคร้ายขนาดนั้นหรอก มีเวลาอีกตั้งมากมายและความตายยังอยู่อีกไกล แต่เอาเข้าจริงไม่มีทางรู้หรอกว่าอนาคตมันจะเป็นยังไงแน่

คุณเคยคิดจริงจังกันมั้ยว่า ถ้าวันนี้คือวันสุดท้ายที่คุณจะมีเวลาอยู่บนโลก คุณอยากจะยื้อขอเวลาเพิ่มจากพญามัจจุราช เพื่อให้คุณได้ทำในสิ่งที่คุณอยากทำมันจริง ๆ คุณว่าคุณจะได้เวลาเพิ่มจากพญามัจจุราชหรือเปล่า

ส้มได้ทิ้งท้ายประโยคเด็ดว่า
“เพราะรู้สึกว่าเวลามีค่า จึงไม่อยากละลายมันทิ้ง เหมือนแต่ก่อน”

บอกตรง ๆ พอผม ได้ฟังคำพูดสุดท้ายที่ฝากไว้ของส้มก็รีบบอกตัวเองเลยว่า ถ้าการสนทนานี้จบลงเมื่อไหร่ จะไม่ยอมให้เสียเวลาทิ้งไปสักนาที ขอรีบนำทุกอย่างมาถ่ายทอดให้ทุกคนได้รู้เร็วที่สุดเพื่อฝากคำถามสำคัญให้ทุกคนได้มีเวลาตัดสินใจเลือกว่า นับแต่นี้ จะใช้เวลาที่มีอยู่จำกัดบนโลกใบนี้ เหมือนส้มตอนก่อนป่วย หรือจะลองถามใจตัวเอง และเลือกใช้เวลาอย่างมีคุณค่าเหมือนส้มหลังป่วย แบบไหนที่ทุกคนจะมีความสุขมากกว่ากัน

 

สนใจวางแผนทำประกันมะเร็ง ดูรายละเอียดทางนี้เลยครับ