ประกันชีวิต VS ประกันสุขภาพ เคลียร์ให้ชัดก่อนตัดสินใจซื้อ !

ประกันชีวิต หรือ ประกันสุขภาพ

หลายคนคิดว่าการทำประกันชีวิต สามารถครอบคลุมได้ทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นกรณีเจ็บป่วย เสียชีวิต ทุพพลภาพ หรือประสบออุบัติเหตุ แต่ความจริงแล้วประกันชีวิตไม่ได้ครอบคลุมในทุกกรณีอย่างที่เข้าใจผิด เพราะแต่ละประเภทของประกัน มักขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์ ซึ่งผู้ทำประกันบางคนกลับเข้าใจผิดคิดว่า กรมธรรม์ที่ใช้บริการอยู่นั้น สามารถคุ้มครองได้ในทุกกรณี

หรือคิดไปเองว่าการทำประกัน = รักษาฟรี ทำให้เกิดปัญหาเมื่อถึงเวลาที่ต้องเบิกค่าใช้จ่าย หรือเรียกร้องเอาเงินเคลมประกันจากบริษัทประกัน แล้วกลับมาพบว่าไม่สามารถเคลมเงินจำนวนนั้นได้ เพราะไม่ตรงตามเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ ดังนั้นก่อนการตัดสินใจซื้อกรมธรรม์ใด ๆ เราจึงควรศึกษารายละเอียด และเงื่อนไขของกรมธรรม์นั้น ๆ ให้ดีเสียก่อน

ประกันชีวิต หรือ ประกันสุขภาพ

โดยเบื้องต้นการทำประกันนั้น มีแบ่งแยกย่อยออกได้มากมายหลายประเภท และมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน เพราะประกันแต่ละชนิด ก็ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับเงื่อนไขที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งก็มีประกันอยู่ 2 ประเภท ที่คนส่วนมากมักจะสับสน แยกไม่ออกว่าแตกต่างกันอย่างไร และไม่รู้ว่าควรทำประกันแบบ “ประกันชีวิต หรือ ประกันสุขภาพ” ถึงจะดีกว่ากัน

ประกันชีวิต

หลายคนมีความเข้าใจผิดคิดว่า ประกันชีวิตจะได้เงินคืนก็ต่อเมื่อหลังเสียชีวิตแล้วเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ประกันชีวิต คือ ประกันที่เราต้องจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันตามที่ได้ทำสัญญา เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ในกรณีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ หรือกรณีมีที่ชีวิตอยู่ จนครบระยะเวลาที่กำหนด

โดยหลักการของการทำประกันชีวิต เป็นการรวมกลุ่มของผู้ที่มีความเสี่ยงเหมือนกัน ทั้งการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพ เพื่อช่วยกันเฉลี่ยภัย โดยบริษัทประกันชีวิต จะเป็นตัวกลางในการนำเงินก้อนที่ได้รับจากผู้ทำประกันแต่ละคน มาจ่ายชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับภัยตามเงื่อนไขกรมธรรม์ โดยประกันชีวิตจะแยกออกได้เป็นสามประเภท คือ

ประเภทของประกันชีวิต

  • ประกันชีวิตประเภทสามัญ เป็นประกันชีวิตแบบที่เราคุ้นเคยกันดี คือ ประกันชีวิตที่คุ้มครอง 1 คน ต่อ 1 กรมธรรม์ ที่มีจำนวนเอาเงินประกันค่อนข้างสูง และมีการชำระเบี้ยประกันเป็นรายปี, ราย 6 เดือน, ราย 3 เดือน หรือรายเดือนแล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์ เหมาะสำหรับผู้มีรายได้ปานกลางหรือสูง
  • ประกันชีวิตประเภทอุตสาหกรรม เป็นประกันชีวิตคุ้มครอง 1 คน ต่อ 1 กรมธรรม์ ที่มีจำนวนเงินเอาประกันต่ำ และชำระเบี้ยประกันจะเป็นแบบรายเดือน พร้อมทั้งไม่มีการตรวจสุขภาพ ถ้าผู้ทำประกันภัยเสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บตามธรรมชาติ บริษัทจะไม่จ่ายเงินประกันให้ แต่จะคืนเบี้ยประกันตามจำนวนที่ชำระมาทั้งหมดแทน เหมาะสำหรับผู้มีรายได้ปานกลางถึงต่ำ
  • ประกันชีวิตประเภทกลุ่ม เป็นประกันชีวิตคุ้มครองกลุ่มบุคคลร่วมกัน ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป อาจมีการตรวจสุขภาพหรือไม่ต้องตรวจก็ได้ โดยการประกันชีวิตในกลุ่มนี้ อัตราเบี้ยประกันจะต่ำกว่าประเภทสามัญ และประเภทอุตสาหกรรม ส่วนมากประกันแบบนี้ มักจะทำในพนักงานบริษัทต่าง ๆ

ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า ประกันชีวิตแต่ละประเภท เหมาะกับผู้ทำประกันที่มีจุดประสงค์แตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้ว เมื่อพูดถึงการทำประกันชีวิต ก็มักจะหมายถึงการทำประกันชีวิตประเภทสามัญเป็นหลัก เพราะได้รับความนิยมมากที่สุด และมีจำนวนเงินเอาประกันภัยสูงที่สุดด้วย อีกทั้งยังเป็นการทำประกันแบบบุคคลเดี่ยว ๆ ซึ่งหมายถึงแต่ละคนต้องมาศึกษารายละเอียดต่าง ๆ ด้วยตัวเองให้รอบคอบ ซึ่งเชื่อว่าสร้างความปวดหัวให้กับหลาย ๆ คนไม่น้อย แต่ในวันนี้เรามาทำความเข้าใจกับรูปแบบต่าง ๆ ของประกันชีวิตกันว่า มีกี่รูปแบบ และมีข้อดีข้อเสียต่างอย่างไร เพื่อเป็นพื้นฐานให้เข้าใจรายละเอียดของกรมธรรม์ประเภทต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น…

รูปแบบของประกันชีวิต

  • ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ เป็นประกันชีวิตที่เน้นการคุ้มครองระยะยาว โดยจ่ายเบี้ยประกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง ไม่ว่าจะ 5 ปี, 15 ปี หรือ 20 ปี แล้วประกันนั้น ได้ให้ความคุ้มครองตลอดชีพ แต่จะคืนเงินก้อนหลังจากเสียชีวิต ใครที่มีครอบครัว มีคนข้างหลังที่ต้องเป็นห่วง การทำประกันประเภทนี้ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
  • ประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นประกันที่เน้นการออมเงิน เพื่อชีวิตหลังการเกษียณ โดยจะได้รับเงินคืนจากประกันเป็นรายปีในทุก ๆ ปี ตั้งแต่เกษียณอายุไปจนถึงระยะเวลาที่ได้ทำสัญญา โดยประกันประเภทนี้ เหมาะกับคนที่ต้องการเงินไปใช้ในยามแก่เฒ่า
  • ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เป็นประกันชีวิตที่เน้นการออมเงินแบบได้ผลตอบแทนตามอัตราที่แน่นอน แถมทุนประกันประเภทนี้ก็ไม่สูงมากนัก หากเทียบกับประกันชีวิตแบบอื่น ๆ ใครที่ต้องการสร้างวินัยในการออมเงินแบบปราศจากความเสี่ยง พร้อมทั้งได้รับการคุ้มครองชีวิต บอกเลยว่าการทำประกันนี้ ก็คุ้มค่าอยู่ไม่น้อย
  • ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน (unit – linked) เป็นประกันชีวิตประเภทใหม่ ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยประกันชีวิตประเภทนี้ จะนำเบี้ยประกันส่วนหนึ่งของเรา ไปลงทุนในกองทุนรวม โดยที่ความเก๋ก็คือ เราสามารถเลือกกองทุนและจัดพอร์ตการลงทุนได้เอง ! และนอกจากนี้เบี้ยอีกส่วนหนึ่ง จะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองชีวิต ซึ่งประกันชีวิตประเภทนี้ จะมีความยืดหยุ่นสูง และมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่าประกันชีวิตประเภทอื่น ๆ แต่ก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการลงทุนด้วยเช่นกัน ใครที่อยากออกแบบแผนคุ้มครองชีวิตตัวเอง และสามารถรับความเสี่ยงได้มาก ศึกษาการประกันชีวิตแบบควบการลงทุนไว้ก็ดีนะ

จะเห็นได้ว่าการมีประกันชีวิตตนเองนั้น มีประโยชน์มากกว่าเป็นเพียงเงินก้อนที่ได้หลังจากเสียชีวิตเท่านั้น แต่การทำประกันชีวิต ยังถือเป็นการออมอีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากสัญญาประกันจะมีการกำหนดให้ฝากเงินอย่างเป็นระบบที่แน่นอน เมื่อครบสัญญาก็จะได้เป็นเงินก้อนเพื่อไว้ใช้ในยามจำเป็นได้ อีกทั้งประกันชีวิต ยังช่วยให้เราได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย กล่าวคือ การทำประกันชีวิตสามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุดถึง 300,000 บาทต่อปี*

และนอกจากนี้ กรณีการทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ และแบบควบการลงทุน ยังเป็นการลงทุนที่ถือเป็นการสร้างหลักทรัพย์ให้ชีวิตที่ดียิ่งขึ้นได้อีกด้วย ซึ่งข้อดีของการทำประกันยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะการทำประกันชีวิตยังเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นในทางอ้อม โดยเงินที่เราจ่ายเป็นค่าเบี้ยประกันในทุก ๆ ปี หากเราโชคดีไม่ได้มีภัยอันตรายอะไรเกิดขึ้น เงินก้อนนั้นก็จะถูกนำไปรวมในกองกลาง แล้วบริษัทก็จะให้เงินสำหรับผู้ทำประกันรายอื่น ๆ ที่เกิดเหตุการณ์โชคร้ายขึ้น ส่วนตัวเราเองเมื่ออยู่จนครบกำหนดสัญญา ก็รอรับเงินก้อนไปใช้จ่ายได้อย่างสบายใจ

อยากได้ข้อมูลของแบบประกันต่างๆเพิ่มเติม ตามมาที่นี่ได้เลยครับ

ประกันสุขภาพ

เรามาพูดถึงฝั่งประกันสุขภาพกันบ้างดีกว่า ซึ่ง ประกันสุขภาพ คือ ประกันที่ให้ประโยชน์ในวันที่เราเจ็บป่วย หรือบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ รวมไปถึงการคลอดบุตร และการรักษาฟันด้วย (แต่ยกเว้นการจัดฟัน เพื่อความสวยงามนะ) ซึ่งบริษัทประกันจะช่วยออกค่ารักษาพยาบาลตามที่เกิดขึ้นจริง หรือตามวงเงินความคุ้มครองที่ได้กำหนด โดยประกันสุขภาพนี้ เหมาะกับคนที่กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะจากการเจ็บป่วย หรือว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นโรคร้ายแรง แล้วอยากให้บริษัทประกันมาช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ประกันสุขภาพนั้น จะแบ่งออกเป็นสองรูปแบบหลัก ๆ ได้แก่

ประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย

คือ ประกันสุขภาพประเภทที่กรมธรรม์จะระบุรายละเอียดชัดเจน ว่าแต่ละประเภทของการรักษาจะสามารถเคลมเงินได้เป็นจำนวนไม่เกินเท่าไรในแต่ละรายการ โดยจะมีวงเงินความคุ้มครองค่ารักษาแยกเป็นกรณีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น

  • ค่ารักษาพยาบาลในฐานะผู้ป่วยใน เช่น ค่าห้องพักผู้ป่วย ค่าอาหารต่อวัน ค่าห้องไอซียู และค่าธรรมเนียมโรงพยาบาล
  • ค่ารักษาพยาบาลในฐานะผู้ป่วยนอก เช่น ค่ายา ค่าเคมีบำบัด ค่าทำแผล ค่าล้างไต ค่าเอ็กซ์เรย์ และค่ากายภาพบำบัด เป็นต้น
  • ค่าแพทย์เยี่ยมไข้ ค่าปรึกษาแพทย์ระดับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค
  • ค่าธรรมเนียมทางการแพทย์สำหรับการผ่าตัด
  • ค่ารักษาสำหรับการตั้งครรภ์และคลอดบุตร รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เช่น ค่าหออภิบาลทารกแรกเกิด
  • ค่าตรวจสุขภาพประจำปี
  • ค่าชดเชยรายวัน ไม่เกิน xx วัน

โดยแต่ละกรมธรรม์ จะมีผลประโยชน์รวมสูงสุดต่อปี หรือมีวงเงินสูงสุดที่บริษัทประกันกำหนดว่าสามารถใช้เบิกได้เท่าไรอีกชั้น ซึ่งถ้าหากค่าใช้จ่ายจริงทั้งแยกแต่ละรายการ หรือรวมแล้วเกินวงเงินที่กำหนด ผู้ทำประกันจะต้องจ่ายเงินส่วนต่างตรงนั้นเอง

ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย

ประกันสุขภาพประเภทนี้ จะกำหนดวงเงินรักษาต่อครั้ง โดยไม่ได้กำหนดเป็นรายละเอียดแยกย่อยแต่ละรายการแบบประกันสุขภาพชนิดแยกค่าใช้จ่าย ทำให้มีความยืดหยุ่นในการเบิกเงินเพื่อนำมารักษาพยาบาลได้มากขึ้น โดยทั่วไปแล้ว มักจะแบ่งความคุ้มครองออกเป็นสองประเภท คือ

  • ค่าห้อง ค่าอาหาร และค่าบริการประจำวันต่อวัน ว่าสามารถเบิกได้สูงสุดไม่เกินกี่บาทต่อวัน
  • ค่ารักษาพยาบาลแบบเหมาจ่าย ต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง โดยจะกำหนดวงเงินรวมว่าสามารถเบิกได้สูงสุดเท่าไร

เช่นเดียวกันกับประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายก็มีผลประโยชน์รวมสูงสุดต่อปีครอบไว้อีกชั้นเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย มักจะมีค่าเบี้ยประกันที่สูงกว่าประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ในหลาย ๆ บริษัทประกัน ยังมีตัวเลือกให้กับผู้ทำประกันอีกด้วย โดยสามารถซื้อประกันชีวิตเป็นสัญญาหลัก แล้วซื้อประกันสุขภาพ และประกันอุบัติเหตุเป็นสัญญาเพิ่มเติมได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคุ้มครองและความมั่นใจได้รอบด้านมากยิ่งขึ้น

โดยการประกันสุขภาพนั้น มีความหลากหลายในการคุ้มครอง เช่น คุ้มครองการเข้ารักษาพยาบาลแบบต่าง ๆ หรือคุ้มครองเฉพาะโรคร้ายแรง โรคเรื้อรัง โรคเฉพาะกลุ่มที่แตกต่างกัน ซึ่งเชื่อว่าหลาย ๆ คนก็เป็นกังวลว่า แล้วถ้าเราป่วยเป็นโรคประจำตัวร้ายแรงมาก่อน เรายังสามารถทำประกันสุขภาพได้หรือไม่? คำตอบคือ เราสามารถทำประกันสุขภาพได้ แต่อาจจะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันที่สูงกว่าคนทั่วไป หรืออาจจะทำประกันสุขภาพได้ โดยยกเว้นเฉพาะโรคร้ายแรงที่ผู้ทำประกันเป็นอยู่ ซึ่งข้อยกเว้นของโรคร้ายแรง หรือโรคเรื้อรังที่ประกันสุขภาพไม่คุ้มครองหากเป็นก่อนทำกรมธรรม์ จะมีโรคดังต่อไปนี้

  1. เนื้องอก มะเร็งทุกชนิด
  2. ริดสีดวงทวาร
  3. นิ่วทุกชนิด
  4. ต้อเนื้อ ต้อกระจก
  5. ไส้เลื่อนทุกชนิด
  6. เส้นเลือดขอดที่ขา
  7. การตัดต่อมทอลซิลหรือออดีนอยด์
  8. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

เหตุที่มีข้อยกเว้นในโรคร้ายแรงนี้ ก็เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงของบริษัทประกันที่ป้องกันคนที่รู้ว่าตัวเองป่วย แต่ไม่ยอมไปรักษา แล้วมาซื้อประกันสุขภาพก่อน แต่ขอบอกก่อนเลยว่า ประกันสุขภาพไม่ได้เริ่มคุ้มครองในทันทีที่ทำประกัน แต่จะมีระยะเวลารอคอยนับตั้งแต่เริ่มทำประกัน เช่น กรณีเจ็บป่วยทั่วไปจะมีระยะเวลารอคอย 30 วัน หรือโรคบางชนิด จะมีระยะเวลารอคอย 90-120 วัน ดังนั้นผู้ทำประกัน จึงต้องเข้าใจเงื่อนไขตรงนี้ก่อนว่า “การทำประกันสุขภาพไม่ได้มีผลในทันทีที่เริ่มกรมธรรม์

นอกจากนี้ ยังมีการรักษาบางชนิดที่กรมธรรม์ไม่คุ้มครอง แม้ว่าจะใช้บริการหลังจากที่เริ่มกรมธรรม์ไปแล้วก็ตาม เช่น การรักษาที่เกี่ยวข้องกับความงาม การศัลยกรรมเพื่อความงาม การรักษาแพทย์ทางเลือก เช่น การฝังเข็ม (แต่ปัจจุบัน ก็มีหลายกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองแล้ว สำหรับกรณีแพทย์ทางเลือก ดังนั้นต้องศึกษาเงื่อนไขให้ดีก่อนนะ)

และสำหรับการพิจารณารับประกันสุขภาพของแต่ละบริษัทประกัน มักขึ้นอยู่กับเพศ สุขภาพ อายุ และอาชีพ นอกจากนี้ยังมีการให้คำแถลงสุขภาพ หรือการตอบปัญหาสุขภาพ เพราะเป็นวิธีการที่ใช้คำนวณเบี้ยประกันที่เราต้องจ่ายนั่นเอง

สรุป

เมื่อเราเข้าใจเกี่ยวกับข้อแตกต่างของ ประกันชีวิตและประกันสุขภาพ แล้ว การเลือกซื้อประกันก็คงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ในทุก ๆ ครั้งที่ซื้อประกัน เราจำเป็นต้องอ่านเงื่อนไขความคุ้มครอง และข้อยกเว้นของกรมธรรม์ให้เข้าใจอย่างถี่ถ้วน เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของเราอย่างแท้จริง

 

* อ้างอิงตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 162, 172, 194 และ 26

 

สนใจอยากได้รายละเอียดหรือเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันแต่ละแบบ ตามมาที่นี่ได้เลยครับ