วางแผนการเงิน สร้างความมั่นคงและมั่งคั่งให้สอดคล้องและตอบโจทย์ยุค 4.0 ได้อย่างไร?

เราจะเห็นได้ว่าปัจจุบันผู้คนเริ่มตระหนักถึงการ ‘วางแผนการเงิน’ กันมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และแน่นอนว่า การวางแผนการเงินส่วนใหญ่ที่เราเห็น ก็มักจะเกี่ยวกับการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ ครั้นจะให้แช่เงินออมไว้ในธนาคารอย่างเดียวก็ดูเหมือนว่าจะเป็นวิธีที่ไม่สามารถเอาชนะภาวะเงินเฟ้อที่ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นทุกปีได้ ซ้ำร้ายเจ้าภาวะเงินเฟ้อยังค่อยๆ กรัดกร่อนค่าเงินของเราให้มีค่าน้อยลงทุกวัน จนเรียกได้ว่าเงินล้านที่คุณมีในวันนี้ อาจมีมูลค่าที่ลดลงมาเหลือเพียงหลักแสนก็เป็นไปได้

ด้วยความที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างก้าวกระโดด ดูเหมือนว่าหลักการณ์ ‘ออมเงิน 10% ของรายได้ต่อเดือน’ ที่หลายคนคุ้นเคย จะไม่สามารถตอบโจทย์การแข่งขันกับภาวะเงินเฟ้อได้อีกต่อไป เพราะปัจจุบันกลายเป็นว่าค่าเงินเฟ้อกลับโตเร็วกว่าเปอร์เซนต์ผลตอบแทนจากการออมทรัพย์กับธนาคารซะอีก

ผนวกกับการที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 ซึ่งเป็นยุคที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจจากเดิมคือ “ทำมากได้น้อย” ให้กลายเป็น “ทำน้อยได้มาก” และการวางแผนการเงินที่ดีก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจยุค “ทำน้อยได้มาก” เช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ PRS Insure จะขอแนะนำหลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับการวางแผนการเงินยังไงให้ตอบโจทย์คนรุุ่นใหม่และสอดคล้องกับการก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจยุค 4.0 เพราะครั้นจะให้ใช้แนวคิดด้านการลงทุนแบบคนยุคก่อน เช่นการฝากเงินออมทรัพย์ไว้เพื่อหวังจะนำมาใช้ในวัยเกษียณ ก็ดูจะเป็นอะไรที่ช้า และไม่ตอบโจทย์ลักษณะนิสัยของคนยุคใหม่ไปซะแล้ว…

การออมยังเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดแต่แค่ 10% อาจไม่เพียงพอ

เชื่อว่าหลายคนที่เคยคงเคยได้ยินหลักการที่ว่า “เราควรหักเงินขั้นต่ำ 10% จากรายได้ที่เข้ามาทุกเดือนไว้สำหรับการออม” อันที่จริงก็ถือว่าเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการนำเงินทุนที่ออมไว้ไปต่อยอดด้านการลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนที่ตามที่เราต้องการ

ต้องบอกกันตามตรงว่าปัจจุบันหากจะเก็บออมเพียงแค่ 10% จากรายได้ประจำเดือนในทุกๆ เดือน ก็ดูจะเป็นอะไรที่ไม่ตอบโจทย์และทันใจคนยุคใหม่ไปซะแล้ว ยิ่งต้องต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อราว 3% ต่อปีด้วยแล้ว การแบ่งเงินออมเพียงแค่ 10% จึงถือว่าเป็นจำนวนที่ค่อนข้างน้อย หากคุณกำลังมองหาผลตอบแทนรายปีที่มากกว่านั้น

แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการออมคือรากฐานสำคัญ และถือเป็นปัจจัยแรกสุดของการ วางแผนการเงิน ซึ่งจะดีกว่าไหมหากคุณลองเพิ่มเปอร์เซนต์เงินเก็บรายเดือนให้มากกว่า 10%

ลองคิดตามแบบง่ายๆ ว่า หากคุณกำลังเป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งได้ฐานเงินเดือนเริ่มต้นที่ 20,000 บาท ในวัย 23 ปี  และคุณออมด้วย 10% จากรายได้ (เท่ากับ 2,000 บาท) ตลอดทุกเดือนจนถึงวัยเกษียณ โดยไม่มีการวางแผนการเงินทางอื่นเลย พอถึงวัย 60 ปี คุณจะมีเงินเก็บจากเฉพาะส่วนนี้ทั้งหมดประมาณ 800,000 – 1,000,000 บาท บวกกับอัตราเงินเฟ้อ 3% ที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี… คงต้องบอกตามตรงว่าหากต้องการมีช่วงวัยเกษียณที่อยู่ดีกินดี จำนวนเงินประมาณนี้อาจไม่เพียงพอ ไหนจะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ยิ่งถ้าไม่ได้ทำประกันสุขภาพไว้ด้วยแล้ว เงินที่เก็บมาตลอดชีวิตอาจกลายเป็นเงินที่รอไว้จ่ายให้โรงพยาบาลก็เป็นได้ ยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือจากแผนที่เราวางไว้ ซึ่งเราก็ต้องไม่ลืมด้วยว่าชีวิตคนเรามักจะมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับเราอยู่เสมอๆ

ทั้งนี้ทั้งนั้นการจะเพิ่มเงินออมในแต่ละเดือนให้มั่นคงและยั่งยืน เราก็ควรจะนึกถึงความสามารถในการออมและกำลังทรัพย์จากรายได้ของเราด้วยเช่นกัน และเราขอแนะนำว่าให้คุณลองเพิ่มจำนวนเงินเก็บในแต่ละเดือนจากที่หักเพียงแค่ 10% ให้เพิ่มเป็น 30% ขึ้นไป (50% ได้เลยยิ่งดี) และเราอาจจะจัดสรรกองทุนเงินออมส่วนนี้ของเราเพิ่มเติมได้เช่น จาก 30% แบ่งออกเป็น 20% สำหรับเงินออมเพื่อการลงทุน และ 10% สำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และโดยเฉพาะถ้าคุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีภาระครอบครัวหรือหนี้สินแล้วละก็ เราขอแนะนำให้เพิ่มเงินออมเป็น 50% ไปเลย..!!

กองทุนปันผล & กองทุนไม่ปันผล หนึ่งในการลงทุนที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

หนึ่งในคำถามยอดฮิตของผู้ที่มีความคิดริเริ่มอยาก วางแผนการเงิน ให้อนาคตตัวเองราบเรียบมากยิ่งขึ้นก็คงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่าเราควรนำเงินไปลงทุนกับอะไรดี เพื่อให้เงินงอกเงย และมีการจ่ายปันผลที่ดี?”  และหนึ่งในทางเลือกในการลงทุนกับการเงินที่ได้รับความนิยมสูงมากขึ้นจากคนรุ่นใหม่ เราขอแนะนำให้รู้จักกับ ‘กองทุนปันผล’ และ ‘กองทุนไม่ปันผล’ สองตัวเลือกที่มีความคล้ายคลึงกันแต่ก็ยังมีความต่างในรายละเอียดอยู่ เราไปดูกันเลยว่าสองอย่างนี้เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

กองทุนปันผล

หนึ่งในกองทุนที่ได้รับความนิยมสูงจากนักลงทุน และคนที่ต้องการใช้เงินทำงานด้วยตัวของมันเอง ซึ่งกองทุนปันผลเป็นกองทุนที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมทุนจากสินทรัพย์ลักษณะต่างๆ ของนักลงทุน โดยมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลตามรอบที่กำหนดให้กับผู้ที่ถือหน่วยลงทุน

ข้อดีของมันก็คือ ผู้ลงทุนจะได้รับเงินปันผลซึ่งเป็นกระแสเงินสดเหมาะสำหรับคนที่ต้องการนำเงินไปหมุนหรือมีเหตุให้ต้องใช้กระแสเงินสดอยู่เป็นช่วงๆ และอีกข้อดีของมันคือ เมื่อตลาดหุ้นเกิดการผันผวน (ช่วงขาลง) เงินปันผลที่เราเคยได้หรือเงินปันผลระหว่างช่วงหุ้นขาลงจะช่วยเซฟไม่ให้เราบาดเจ็บจากการลงทุนแบบกองทุนไม่ปันผล

ใช่ว่าเส้นทางสาย ‘กองทุนปันผล’ จะโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป… เพราะสิ่งที่นักลงทุนมือใหม่หลายคนยังไม่ทราบก็คือ นักลงทุนต้องจ่ายภาษีปันผล 10% ทุกครั้งที่มีการจ่ายปันผล โดยจะเลือกหัก ณ ที่จ่ายหรือจะเก็บไว้รวมกับยอดเงินรายได้เพื่อคิดภาษีตอนต้นปีก็ได้

โดยรวมแล้วกองทุนปันผลดูจะเป็นกองทุนที่เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากนำเงินไปแช่แข็งไว้ในบัญชีออมทรัพย์จนโดนพิษเงินเฟ้อกลืนกินไปซะทั้งหมด แต่ยังต้องการกระแสเงินสดเพื่อนำมาใช้จ่ายหมุนเวียนอยู่เสมอๆ นั่นเอง

กองทุนไม่ปันผล

ตรงกันข้ามกับ ‘กองทุนปันผล’ คือเป็นกองทุนที่ไม่มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุน โดยกำไรจากการดำเนินงานของกองทุนทั้งหมดจะถูกนำไปต่อยอดในการลงทุนต่อทันที โดยกองทุนไม่ปันผลค่อนข้างจะเหมาะกับการนำเงินเย็นมาลงทุนมากกว่าคนที่ต้องการใช้กระแสเงินสดอยู่เรื่อยๆ

ถ้าไม่ได้เงินปันผลแล้วนักลงทุนจะได้อะไร? สำหรับผู้ที่สนใจนำเงินมาลงทุนในกองทุนไม่ปันผล ไม่ต้องเกรงว่าตัวเองจะไม่ได้รับผลตอบแทนอะไรกลับมาเลย เพราะข้อดีของกองทุนรูปแบบนี้ค่อนข้างที่จะตรงกันข้ามกับแบบ ‘กองทุนปันผล’ นั่นก็คือ…

ทุกครั้งที่กองทุนสามารถสร้างกำไรและผลประกอบการที่ดี มูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวม (NAV) จะมีมูลค่าสูงขึ้นตาม ส่งผลให้มูลค่าของหน่วยลงทุนของเราเองมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่นกองทุนไม่ปันผลแห่งหนึ่ง มีมูลค่ากองทุนอยู่ที่ 10,000 บาท พร้อมหน่วยลงทุนทั้งหมด 1,000 หน่วย (หน่วยละ 10 บาท) เมื่อเวลาผ่านไปกองทุนดังกล่าวสามารถสร้างผลกำไรได้เป็นที่น่าพอใจ และมีการนำผลกำไรดังกล่าวไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าของกองทุนเพิ่มขึ้นเป็น 15,000 บาท ด้วยเหตุนี้มูลค่าของหน่วยลงทุนจากเดิมหน่วยละ 10 บาท ก็จะถูกเพิ่มเป็น 15 บาท และเมื่อนักลงทุนตัดสินใจขายหน่วยลงทุนที่ตัวเองมีอยู่จากกองทุนสมมุติข้างต้น นักลงทุนคนนั้นก็จะได้กำไรจากการขายกองทุนมากถึง 5 บาทต่อหน่วยเลยทีเดียว และที่สำคัญที่สุดคือไม่ต้องเสียภาษีจากกำไรที่ได้จากการขายกองทุน

ทว่าทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่่ยงเสมอ ซึ่งข้อเสียของเจ้า ‘กองทุนไม่ปันผล’ ก็คือ เมื่อไหร่ที่ตลาดหุ้นเริ่มเป็นขาลง  นักลงทุนอาจเสียผลกำไรหรือขาดทุน โดยกองทุนจะไม่มีการจ่ายเงินปันผลเพื่อมารองรับความเสี่ยงส่วนนี้ ดังนั้นการลงทุนกับ ‘กองทุนไม่ปันผล’ จึงเหมาะสมกับคนที่ต้องการลงทุนในระยะยาวมากกว่า

ลดหย่อนภาษีกับกองทุนรวม LTF/RMF ทางเลือกยอดฮิตของพนักงานประจำ

พอพูดถึงเรื่องภาษี.. เชื่อว่าทุกคนต่างล้วนต้องการที่จะหาวิธีลดหย่อนมันให้ได้มากที่สุด และ ‘การวางแผนลดหย่อนภาษี’ ก็ถือว่าเป็นหนึ่งหนทางที่จะช่วยให้เงินเก็บจากการออมหรือการลงทุนในด้านต่างๆ ของคุณงอกเงยได้มากกว่า เราลองไปดูกันว่ากองทุนรวม LTF กับ RMF เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร แล้วทั้งสองจะช่วยให้การวางแผนการเงินในอนาคตของคุณราบลื่นได้มากขึ้นขนาดไหน

LTF

หนึ่งในทางเลือกยอดฮิตไม่ใช่แค่เฉพาะกับพนักงานประจำแต่รวมไปถึงทุกคนที่ต้องเสียภาษี!! ซึ่งเจ้า LTF ก็เป็นที่รู้จักกันในภาษาไทยว่า “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” โดยกองทุนดังกล่าวจะเน้นการลงทุนไปที่ตราสารทุน หรือตลาดหุ้น ด้วยสัดส่วนถึง 65% จากมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของกองทุน นอกเหนือจากนั้นจะถูกกระจายไปลงทุนในด้านอื่นๆ เช่นพันธบัตร หรือตราสารหนี้เป็นต้น จุดประสงค์นั้นก็เพื่อทำให้ตลาดหุ้นมีสภาพคล่องและเสถียรภาพมากขึ้น โดยสิทธิประโยชน์พิเศษที่คุณจะได้รับหลังซื้อกองทุนนี้ก็คือการได้สิทธิ ‘ลดหย่อนภาษี’ นั่นเอง

โดยเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษีจาก LTF นั้นประกอบไปด้วยดังนี้

  1. ซื้อได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี (หรือไม่เกิน 500,000 บาท)
  2. ต้องถือเงินลงทุนอย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน (แต่ไม่จำเป็นต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี)
  3. กองทุน LTF สามารถใช้ลดหย่อนภาษีในปีที่ซื้อได้เลย

แต่ก่อนจะนำเงินไปลงทุนกับกอง LTF นักลงทุนก็ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนเช่นกันว่ากองทุนนั้นๆ จะนำเงินของเราไปลงทุนด้านใดบ้าง โดยแต่ละกองทุนจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป บางกองทุนอาจเลือกลงทุนเฉพาะอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง หรือบางกองทุนอาจเลือกลงทุนเฉพาะหุ้น SET50 ก็ได้เช่นกัน

RMF

อีกหนึ่งตัวเลือกที่มักจะเห็นมันอยู่คู่กับ LTF อยู่เสมอนั่นก็คือ RMF หรือ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” โดยมันทำหน้าที่เป็นกองทุนที่ให้สิทธิการลดหย่อนภาษีเป็นแรงจูงใจกับนักลงทุนคล้ายกันกับ LTF และในขณะเดียวกันตัว RMF เองก็เป็นกองทุนที่ช่วยส่งเสริมให้เราออมเงินระยะยาวเพื่อใช้ในยามเกษียณได้อีกด้วย

ความแตกต่างของ RMF ก็คือ ตัวกองทุน RMF มักจะมีนโยบายในการนำเงินไปลงทุนในตลาดกองทุนที่หลากหลายกว่า ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้เอกชน ตลาดทองคำ ตลาดหุ้น ตลาดเงิน ฯลฯ

อีกหนึ่งข้อดีของ RMF ที่ต่างจาก LTF ก็คือ ตัวนักลงทุนเองสามารถเลือกเปลี่ยนกองทุนได้ตามสภาวะเศรษฐกิจและการวิเคราะห์ของตัวเราเอง อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นในเรื่องเวลามากกว่าแบบ LTF

ยกตัวอย่างเช่นในช่วงวัยหนุ่มเราอาจเลือก RMF ที่ไปลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งแน่นอนว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าแต่ผลตอบแทนที่จะได้รับก็มีโอกาสที่จะได้มากกว่าเช่นกัน และเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณซึ่งเป็นวัยที่แบกรับความเสี่ยงได้น้อยลง เราก็สามารถที่จะเลือกขายกอง RMF เก่า แล้วไปซื้อกองใหม่ที่ลงทุนในตลาดที่ความเสี่ยงน้อยกว่าได้

และเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีของ RMF เป็นดังนี้…

  1. เงินลงทุนที่นำไปลดหย่อนภาษีได้จะคำนวณจาก RMF + กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กบข. + ประกันชีวิตบำนาญ โดยรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 15% ของเงินที่ได้ต้องเสียภาษี (หรือไม่เกิน 500,000 บาท)
  2. ต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องทุกปีขั้นต่ำที่ 3% จากเงินได้ในปีนั้นๆ (หรือ 5,000 บาท)
  3. ขายคืนได้ก็ต่อเมื่ออายุครบ 55 ปีขึ้นไปเท่านั้น และลงทุนมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี โดยนับจากวันแรกที่ทำการซื้อ

ซึ่งจะว่าไปแล้วทั้ง LTF และ RMF ต่างก็มีสิทธิประโยชน์ในการนำไปลดหย่อนภาษีที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวนักลงทุนเองก็ควรจะทำการบ้าน ศึกษาตลาดและเงื่อนไขของกองทุนนั้นๆ ให้ถี่ถ้วนก่อนการลงทุนอยู่เสมอ

รู้จักกับ Unit Link ‘ประกันชีวิตควบการลงทุนตัวเลือกใหม่ของแผนการเงินที่ครอบคลุมได้ตลอดชีวิต

นอกเหนือจากการลงทุนทางการเงินเพื่อคุ้มครองสุขภาพร่างกายของเราในยามชราด้วยการซื้อประกันสุขภาพ หรือประกันชีวิตที่หลายคนคุ้นเคยกันดี ครั้งนี้เราจะพาไปรู้จักกับ ‘ประกันชีวิตควบการลงทุน’ (หรือเรียกว่า Unit Link) ซึ่งถือว่าเป็นประกันรูปแบบใหม่ที่เริ่มได้รับความนิยมสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มนักลงทุนยุค 4.0 และคนที่กำลังมองหาการวางแผนทางการเงินที่ครอบคลุมทั้งการสร้างผลกำไร และการคุ้มครองเรื่องสุขภาพไปพร้อมๆ กัน

ต้องเกริ่นก่อนว่าโดยปกติแล้วเบี้ยประกันที่เราจ่ายเป็นประจำนั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ ค่าใช้จ่ายในการทำประกันและต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทประกัน’ กับ ส่วนที่เป็นเงินออม

โดยส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทประกันจะนำไปใช้สำหรับการคุ้มครองตามที่ตกลงในกรมธรรมม์ของเรา แน่นอนว่าถ้าเบี้ยประกันส่วนนี้มีมากเท่าไหร่ ยอดวงเงินที่จะใช้คุ้มครองเราตอนเสียชีวิต หรือเจ็บป่วยก็จะมีมากเช่นกัน

ในขณะที่ส่วนของ ส่วนที่เป็นเงินออมบริษัทประกันจะนำไปลงทุนและบริหารจัดการให้ได้กลับมาเป็นกำไรของบริษัท และทางบริษัทก็จะนำผลตอบแทนส่วนนี้กลับคืนมาให้เราในรูปแบบของ ‘เงินคืน’ ตามสัญญาที่ตกลงไว้ในกรมธรรมม์

แน่นอนว่าการทำประกันรูปแบบนี้ทั้งสัดส่วนเงินออม และสัดส่วนที่ต้นทุนการดำเนินงาน (ที่บริษัทประกันจะนำไปลงทุน) จะมีบริษัทประกันเป็นผู้กำหนดอยู่ ทว่ารูปแบบนี้อาจได้ผลตอบแทนที่ไม่สูงนัก เพราะบริษัทประกันมักจะนำเงินไปลงทุนในตลาดที่มีความเสี่ยงต่ำ

ดังนั้นการทำประกันชีวิตแบบควบการลงทุน (Unit Link) จึงกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ตอบโจทย์นิสัยการวางแผนการเงินของคนรุ่นใหม่ได้ดีกว่า….

เพราะการลงทุนแบบยูนิตลิงก์จะเป็นการลงทุนด้านประกันชีวิตที่เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนบริหารจัดการค่าเบี้ยและการลงทุนได้อย่างอิสระ โดยบริษัทประกันจะทำหน้าที่เพียงแค่คอยประสานงานและดำเนินการต่างๆ ให้

นั่นหมายความว่าตัวผู้เอาประกันเองสามารถกำหนดหรือปรับเพิ่มระหว่างสัดส่วนที่เป็น ’เงินออม’ ที่จะนำไปใช้ในการลงทุน และ ‘ค่าเบี้ยคุ้มครอง’ ได้อย่างอิสระ เพราะฉะนั้นแล้วการทำประกันแบบยูนิตลิงก์ จะช่วยให้ผู้เอาประกันเลือกได้ว่าตนต้องการความคุ้มครองสูงหรือต่ำ จ่ายเบี้ยสั้นหรือนาน กำหนดปีที่ถอนเงินคืนได้ และรวมไปถึงสามารถกำหนดความคุ้มครองระยะสั้นหรือยาวได้ด้วย

ในส่วนของผลตอบแทน ถ้าหากเป็นการทำประกันแบบเดิมผลตอบแทนตรงส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับการนำ ‘เงินออม’ ของเราไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนกลับมา แน่นอนว่าการเลือกกองทุนรวมต่างๆ แบบเดิมบริษัทประกันจะเป็นคนกำหนด ทว่าแบบยูนิตลิงก์นั้นผู้เอาประกันสามารถเป็นคนเลือกได้เองว่าต้องการให้ ‘เงินออม’ ของตนไปลงทุนอยู่ในกองทุนทั้งต่างประเทศและในประเทศ ที่ทางบริษัทประกันนั้นๆ ได้คัดเลือกมาให้

สำหรับการวางแผนการเงินระยะยาวด้วยการทำประกันแบบยูนิตลิงก์นั้นตรงบอกเลยว่า มีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวมันเอง เพราะถ้าหากผู้เอาประกันไม่ศึกษาให้ดีก่อนการลงทุนและไม่มีการจัดที่ดีโดยเฉพาะในช่วงขาลงของตลาด ก็อาจทำให้เงินลงทุนในส่วนนั้นของผู้เอาประกันกลายเป็นขาดทุนได้

ในทางตรงกันข้ามด้วยอิสระที่สามารถกำหนดได้เอง ก็อาจทำให้นักลงทุนอีกหลายๆ ท่าน สามารถสร้างผลตอบแทนที่มากกว่า 10% ต่อปีได้อย่างไม่ยากเย็น พร้อมกับได้รับการคุ้มครองจากบริษัทประกันภัยไปในตัวอีกด้วย

ทั้งหมดที่เราแนะนำมาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของทางเลือกในการวางแผนการเงินในระยะยาว ซึ่งตัวผู้ลงทุนเองก็ควรที่จะศึกษารายละเอียดข้อมูลต่างๆ อย่างถี่ถ้วนก่อนการลงทุน… และถ้าหากต้องการผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำปรึกษาด้านการลงวางแผนทางการเงินให้ตอบโจทย์กับวิถีชีวิตของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว PRS Insure เป็นอีกหนึ่งคำตอบที่พร้อมให้คำปรึกษาและบริการอย่างมืออาชีพ

 

5 ประกัน ที่ใช่! เหมาะกับทุกเจนฯ ใน ครอบครัว วางแผนอนาคตด้วยการทำประกัน