ประกันสุขภาพลูกน้อย ใครว่าไม่สำคัญ… มาดูกันว่ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง

ประกันสุขภาพลูกน้อย

เมื่อพูดถึงประกันสุขภาพ หลายคนคงนึกถึงแต่การทำประกันในผู้สูงอายุ ที่มีโอกาสเจ็บไข้ได้ป่วยบ่อย ๆ แต่ความจริงแล้ว สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่แบบเรา ๆ ก็ไม่ควรละเลยในการทำ ประกันสุขภาพให้ลูกน้อย ของเรานะครับ ยิ่งเฉพาะเด็กแรกเกิดไปจนถึงเด็กอายุ 5 ขวบ มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ มากมาย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของเด็กวัยนี้ยังไม่มากพอ การทำประกันสุขภาพลูกน้อย นี้ จึงเป็นการลดความเสี่ยงในเรื่องค่ารักษาอาการเจ็บป่วยเมื่อลูกต้องเข้าโรงพยาบาลได้ พร้อมทั้งเพื่อให้ลูกของเราได้รับการดูแลรักษาอย่างดีที่สุดโดยที่เราไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายด้วยครับ

การทำ ประกันสุขภาพลูกน้อย จำเป็นแค่ไหน ?

แน่นอนว่าทุกการลงทุนมีความเสี่ยง และการทำประกันก็ถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งนะครับ ซึ่งคำถามที่ตามมาก็คือ การซื้อประกันสุขภาพให้ลูกน้อยของเรานั้น มีความจำเป็นขนาดไหน? คุ้มค่าที่จะลงทุนรึเปล่า? งั้นเรามาลองนึกถึงความเสี่ยงที่ลูกน้อยอาจจะได้ใช้ประกันสุขภาพกันดีกว่าครับ ว่าจะมีสาเหตุอะไรบ้าง

1.เด็กเล็กมีภูมิต้านทานต่ำกว่าคนทั่วไป !

ไม่ว่าจะเด็กแรกเกิด เด็กเล็ก หรือเด็กทารกนั้น นับว่ามีภูมิคุ้มกันต่อสภาพแวดล้อมต่ำ โดยกลไกธรรมชาติเด็ก ๆ จะได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์และจากน้ำนมของแม่ แต่กว่าจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคภัยต่าง ๆ ได้เอง ก็ต้องใช้ระยะเวลาหลายปีเลยทีเดียว ซึ่งในช่วงเวลาที่ยังไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันเองได้นี้ ลูกน้อยของเราก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ อยู่เสมอ

โดยอาการหรือโรคที่พบได้บ่อยในเด็กวัยนี้ คือ อาการหวัด ไข้สูง ท้องอืด แผลในปาก ไส้เลื่อน ลำไส้อุดตัน ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ โรคมือเท้าปาก ปอดบวม โรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัส โรคบาดทะยัก และอาหารเป็นพิษ นอกจากนี้เพียงอาการป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเด็กวัยนี้ หากคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ไม่พาไปรักษาอาการอย่างทันท่วงที อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดโรคร้ายแรงกับลูกน้อยได้ในอนาคตครับ

2.การเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันกับเด็กเล็ก

โดยธรรมชาติของเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 เดือน จะมีความซุกซน และพยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้พ่อแม่แบบเรา ๆ ต้องปวดหัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการกลิ้งตัว การถีบขาป่ายแขนไปมา การจับคว้าสิ่งของต่าง ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุทั้งสิ้น หรือจะเป็นการพลัดตกจากที่สูง การหยิบจับของร้อน ของมีคม หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ รวมไปถึงการหยิบสิ่งของไม่พึงประสงค์อมเข้าปากไป ซึ่งจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย หรือแม้กระทั่งเกิดอาการสำลักน้ำ และการจมน้ำ เป็นต้น

3.ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของเด็กเล็กมักสูงกว่าผู้ใหญ่

เนื่องจากเด็กเล็กเป็นวัยที่บอบบางมาก อาจเกิดภาวะแพ้ต่อสิ่งต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ครับ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างมากที่คุณพ่อคุณแม่อย่างเราต้องการคอยดูแลเอาใจใส่ลูกน้อยอย่างใกล้ชิด และใส่ใจมากกว่าปกติ ซึ่งแน่นอนว่ารวมไปถึงการเลือกโรงพยาบาลที่ดี ใช้เครื่องมือทางการแพทย์ต่าง ๆ ที่ทันสมัย พร้อมทั้งให้ความมั่นใจในเรื่องของความสะอาด และความแม่นยำถูกต้อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นอีกสิ่งที่สำคัญมากเช่นกันครับ

4.ปัจจุบันมีเชื้อโรคใหม่ ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

จะสังเกตได้จากหน้าข่าวว่า ในปัจจุบันมักมีการค้นพบเชื้อโรคระบาดอยู่เสมอ ทั้ง ๆ ที่โรคนั้นได้เคยมีขึ้นและได้หายไปแล้ว แต่อยู่ดี ๆ ก็กลับมาระบาดใหม่และร้ายแรงกว่าเดิม หรือเชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดนั้นยากต่อการรักษา ซึ่งแน่นอนว่า ลูกน้อยของเราที่ภูมิคุ้มกันที่ต่ำอยู่ ย่อมเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อ และอาจเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้นะครับ

เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า มีปัจจัยมากมายที่ทำให้ลูกน้อยของเราเจ็บป่วยได้ ซึ่งเรียกได้ว่ามีโอกาสได้ใช้ประกันมากกว่าการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนด้วยซ้ำ ถ้าหากว่าคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ได้ซื้อประกันให้กับรถที่ใช้ขับขี่ แล้วประกันสุขภาพสำหรับลูกน้อยของเราเอง ทำไมถึงยังไม่ทำเพื่อเป็นปกป้องลูกของเราล่ะครับ

เพราะการทำประกันสุขภาพสำหรับเด็ก นับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นและคุ้มค่ายิ่งกว่า จะช่วยให้ลูกน้อยของเราได้รับการรักษาที่ดีที่สุด และไม่ทำให้เกิดผลกระทบกับทางเงินในด้านอื่น ๆ ของครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเงินที่ใช้เก็บไว้เพื่อการศึกษาสำหรับลูกน้อยในอนาคต หรือเงินที่เก็บไว้เป็นค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า และค่าสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ สำหรับเด็ก

ประกันสุขภาพลูกน้อย2

เงื่อนไขการทำ ประกันสุขภาพลูกน้อย

เช่นเดียวกับการทำประกันสุขภาพของผู้ใหญ่เลยครับ คือ การทำประกันสุขภาพสำหรับเด็ก จะมีเงื่อนไขในการทำประกันที่ต้องศึกษาให้ดี โดยมีทั้งเงื่อนไขเหมือนกับประกันสุขภาพของผู้ใหญ่ และที่แตกต่างกันกับประกันสุขภาพผู้ใหญ่ ทั้งนี้ แต่ละบริษัทจะมีเงื่อนไขในการทำประกันสุขภาพเด็กที่แตกต่างกัน แต่โดยภาพรวมมักจะใช้เงื่อนไขร่วมกัน ดังต่อไปนี้ครับ

  1. ประกันสุขภาพเด็กสำหรับ สามารถทำได้ตั้งแต่อายุครบ 1 เดือน หรือ 30 วัน จนถึงอายุ 15 ปี หรือ 20 ปี แล้วแต่กรมธรรม์ และหลังจากบริษัทรับทำประกันแล้ว จะต้องรอระยะเวลาไปอีก 30 วัน จึงจะสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ ได้
  2. ในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่ มีลูกด้วยกันหลาย ๆ คน ก็สามารถเลือกซื้อสัญญาเพิ่มเติมให้กับทุกคนได้ หรือจะซื้อสำหรับคนใดคนหนึ่งก็ได้ครับ
  3. เงื่อนไขสำคัญในการทำประกันสุขภาพสำหรับเด็ก คือ ลูกน้อยของเราจะต้องมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งพิการ และไม่มีโรคประจำตัว
  4. อย่างที่ได้บอกไปในข้อแรกว่า การทำประกันสุขภาพเด็ก จะมีระยะรอคอยหลังจากที่กรมธรรม์ ซึ่งมีผลบังคับครั้งแรกเป็นระยะเวลา 30 วัน ถึง 120 วัน แล้วแต่เงื่อนไขและชนิดของโรค ดังนั้นควรระวังในส่วนนี้ด้วยนะครับ

วิธีการเลือกซื้อประกันสุขภาพให้กับลูกน้อย

ประกันสุขภาพสำหรับเด็กของบริษัทประกันต่าง ๆ มักมีการจำแนกประเภทของกรมธรรม์ออกตามช่วงอายุของเด็ก ส่วนมากจะแบ่งเป็นช่วงอายุ 0-5 ปี, 6-10 ปี และ 11-15 ปี ตามลำดับ โดยช่วงอายุ 0-5 ปี จะมีการจ่ายเบี้ยประกันที่แพงที่สุด ! เพราะมีสถิติรายงานว่า เด็กวัยนี้มีอัตราการเจ็บป่วยสูงกว่าช่วงอายุวัยอื่น ๆ เนื่องจากภูมิคุ้มกันยังน้อย และมีพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่มากกว่า

โดยประกันสุขภาพสำหรับเด็ก ส่วนใหญ่จะคุ้มครองกรณีผู้ป่วยใน คือ จะคุ้มครองในเรื่องของค่าใช้จ่ายจากอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าห้องและค่าอาหาร เมื่อต้องนอนโรงพยาบาล, ค่ารักษาพยาบาล, ค่าแพทย์, ค่าพยาบาลในการดูแลพิเศษ, ค่าใช้จ่ายในกรณีที่มีการรักษาฉุกเฉินหลังเกิดอุบัติเหตุ รวมไปถึงผลประโยชน์ในกรณีที่เด็กเสียชีวิต แต่ก็มีประกันสุขภาพเด็กหลายกรมธรรม์ ที่คุ้มครองกรณีเป็นผู้ป่วยนอกได้ด้วย โดยอาจจะต้องใช้ใบเสร็จมาขอยื่นคืนเงินจากบริษัทประกัน เพื่อรับเงินชดเชยจากค่าใช้จ่ายที่ออกไปก่อนได้

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรจะให้ความสนใจเมื่อจะทำประกันสุขภาพให้กับลูกน้อย คือ การอ่านและพิจารณารายละเอียดเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น…

  • สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ ว่าครอบคลุมอาการเจ็บป่วย และอุบัติเหตุที่ลูกน้อยของเรามีความเสี่ยงหรือไม่ ?
  • ให้ความคุ้มครองตั้งแต่อายุเท่าไรถึงเท่าไร ?
  • ค่าห้อง ค่าอาหาร และค่าบริการพยาบาลประจำวันมีวงเงินเท่าใร ?
  • ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลก่อนหรือไม่ ?
  • เบี้ยประกันสุขภาพ คุ้มค่าสมเหตุสมผลกับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือไม่ในระดับแผนประกันที่คุณพ่อคุณแม่แบบเราพึงประสงค์ที่จะจ่ายค่าเบี้ยประกัน ?
  • ความน่าเชื่อถือของบริษัทว่า บริษัทเคยมีประวัติทางด้านลบ หรือมีผู้ร้องเรียนเป็นจำนวนมากมาก่อนหรือไม่ ?

ประกันสุขภาพเด็ก

สำหรับรายละเอียดในการคุ้มครองของประกันแต่ละบริษัทอาจแตกต่างกันไปด้วยนะครับ  อย่างประเภทแรก คือ ประเภทที่ระบุรายละเอียดของการคุ้มครองของแต่ละรายการอย่างชัดเจน เช่น มีเงื่อนไขว่าค่าห้องสูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลจำกัดไม่เกิน 15,000 บาท โดยจะแบ่งแยกย่อยออกเป็นกรณีผ่าตัดกับไม่ผ่าตัด ค่าแพทย์ตรวจรักษาไม่เกิน xx บาท เป็นต้น

ซึ่งหากค่ารักษาเกินวงเงินที่กำหนดมาในแต่ละรายการ คุณพ่อคุณแม่จะต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายส่วนเกินนี้เอง แต่อีกประเภท คือ แบบเหมาจ่าย ซึ่งจะกำหนดเป็นวงเงินตลอดทั้งปีว่าใช้จ่ายได้ไม่เกินเท่าไร แต่ทั้งนี้ การเลือกเงื่อนไขแบบไหนคุ้มค่าที่สุด ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละครอบครัวด้วยครับ แต่หากต้องการตัดความยุ่งยากออกไป เงื่อนไขประเภทเหมาจ่ายก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวนะสำหรับพ่อแม่มือใหม่

นอกจากนี้ บริษัทประกันมักจะมีตัวเลือกเสริม หรือการทำสัญญาเพิ่ม เพื่อชดเชยรายได้รายวันของคุณพ่อคุณแม่ ถ้าหากเรามีกำลังทรัพย์มากพอ การทำสัญญาเพื่อชดเชยรายวันเพิ่มจากกรมธรรม์หลักก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่ดีครับ เพราะเมื่อลูกน้อยของเราเจ็บป่วย และต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งแน่นอนว่า ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องมาเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด

นั่นก็หมายความว่าพ่อแม่ที่เฝ้าไข้ลูกน้อย ก็ต้องลางาน สูญเสียรายได้ประจำวันไป ดังนั้นการชดเชยรายวัน จะเป็นการชดเชยรายได้ในส่วนนี้ ทำให้เราไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องการขาดรายได้จากการมาดูแลลูกน้อย รวมไปถึงบางบริษัทประกัน มีกรมธรรม์ที่ทั้งประกันสุขภาพสำหรับเด็ก พร้อมกับช่วยออมเงินให้กับลูกน้อยในอนาคตอีกด้วย ดังนั้นก่อนทำประกัน ควรศึกษาและใส่ใจในรายละเอียดพวกนี้ด้วยนะ

จากที่กล่าวไว้ในข้างต้น การทำประกันสุขภาพสำหรับเด็กวัยนี้ มักมีการจ่ายค่าเบี้ยประกันสูงกว่าช่วงอายุวัยอื่น ๆ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อโรคภัยมากกว่า แต่จะค่อย ๆ ลดลงเมื่อเด็กโตขึ้น รวมถึงเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย ก็จ่ายค่าเบี้ยประกันแตกต่างกัน ดังนั้นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือการที่คุณพ่อคุณแม่ต้องคำนวนค่าเบี้ยประกันในการจ่ายให้ประหยัด คุ้มค่า และตรงกับความต้องการมากที่สุด โดยอาจจะเริ่มจากการนำใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลของลูกน้อยที่เคยใช้บริการ นำมาปรึกษากับตัวแทนประกัน เพื่อหาแผนประกันสุขภาพที่เหมาะสมที่สุด

สรุป

สุดท้ายนี้ ทุกบริษัทประกันล้วนแต่มีข้อดีที่เหมือนกันในการทำประกันสุขภาพให้กับลูกน้อย คือเป็นการตัดความกังวลในเรื่องเงินทองหากลูกน้อยเจ็บป่วย หรือเกิดอุบัติเหตุ พร้อมกับสร้างความอุ่นใจให้กับคุณพ่อคุณแม่อย่างเรา ๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เพื่อให้ลูกน้อยของเราไปรับการดูแลรักษาที่ดีที่สุด เพราะลูกน้อย… คือคนสำคัญและเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ทุกคนครับ

 

สนใจทำ ประกันสุขภาพลูกน้อย กับตัวแทนประกันที่มีประสบการณ์ได้ที่นี่เลยครับ