รู้จักกับ ‘โนโมโฟเบีย’ ภัยร้ายของโลกยุคสมาร์ทโฟน

โรคติดสมาร์ทโฟน (โนโมโฟเบีย)

เราปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าในปัจจุบันอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ได้เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของเราจนแทบจะกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์ยุคนี้ไปแล้วก็ว่าได้ ซึ่งข้อดีส่วนหนึ่งก็คือการที่เราสามารถเข้าถึงโลกอินเตอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา และช่วยทำให้การทำงานหรือการติดต่อธุระต่างๆ สะดวกสบายรวดเร็วมากขึ้นกว่าสมัยก่อน

เรียกได้ว่าตั้งแต่ตื่นนอน เข้าห้องน้ำ ยืนรอเพื่อน หรือไม่ว่าจะกิจกรรมใดๆ เราต่างก็จำเป็นที่จะต้องมีอุปกรณ์สมาร์ทโฟนติดตัวคู่ใจไว้ในยามที่มือว่าง และก็อาจจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วเช่นกัน ที่หลายๆ คนมักจะมีอาการนอนหลับไปทั้งที่โทรศัพท์ยังเปิดค้างอยู่ในมือ จากนั้นก็ตื่นมาอัพเดทข่าวสารต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟนเป็นกิจกรรมแรกในชีวิต

แต่หนึ่งในภัยร้ายที่แฝงตัวมาพร้อมกับเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบนั้นน่ากลัวกว่าที่คิด เพราะเมื่อไหร่ที่ตัวคุณเองหรือคนใกล้ชิดเริ่มมีอาการรู้สึกกังวล จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะมีเหตุให้ไม่สามารถใช้สมาร์ทโฟนในเวลานั้นๆ ได้ เราขอเตือนเลยว่านี่อาจเป็นสัญญาณอันตรายของอาการ โนโมโฟเบีย(Nomophobia)

 

ทำความรู้จักกับ โนโมโฟเบีย’…

สำหรับคำนิยามทางการแพทย์นั้น อาการ โนโมโฟเบีย’ (Nomophobia) ยังไม่ถูกจัดว่าเป็นโรคร้ายแรง แต่มันถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มอาการแทน โดยย่อมาจากคำว่า ‘No Mobile Phone Phobia’ ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่ถูกบัญญัติขึ้นมาใหม่เมื่อปี 2010 สำหรับใช้เรียกอาการที่เกิดขึ้นเมื่อขาดโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นความวิตกกังวล ความเครียด โดยมีสาเหตุมาจากการไม่ได้ใช้สมาร์ทโฟนตามที่ต้องการ

โดยเบื้องต้นพฤติกรรมของกลุ่มผู้ที่เข้าข่ายว่าจะมีอาการโนโมโฟเบียนั้นจะประกอบไปด้วย…

  • ความต้องการพกโทรศัพท์ตลอดเวลา และต้องคอยคลำกระเป๋าอยู่ตลอดว่าสมาร์ทโฟนคู่ใจยังอยู่ข้างๆ
  • หมกมุ่นอยู่กับการเช็คข้อความในสมาร์ทโฟนซ้ำๆ
  • หากเกิดเสียงแจ้งเตือนของข้อความเข้า กลุ่มนี้ มักจะเกิดอาการวิตกกังวลและกระวนกระวายใจหากไม่ได้เช็คข้อความดังกล่าว
  • ใช้สมาร์ทโฟนทันทีที่ตื่นนอน หรือมักจะใช้สมาร์ทโฟนเป็นเวลานานก่อนเข้านอน
  • มักจะใช้สมาร์ทโฟนขณะขับรถ ทานข้าว เข้าห้องน้ำ อยู่ตลอดเวลา
  • ห้ามใจไม่ให้ใช้สมาร์ทโฟนภายใน 1 ชั่วโมงไม่ได้
  • มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนบนโลกออนไลน์มากกว่าในชีวิตจริง
  • เมื่อหาโทรศัพท์ไม่เจอก็จะรู้สึกกระวนกระวายใจมากกว่าสิ่งของอื่นที่หายไป
  • มีความวิตกกังวลกลัวว่าโทรศัพท์ตัวเองจะหาย แม้จะอยู่ในที่ปลอดภัยแล้วก็ตาม

ซึ่งตัวอย่างพฤติกรรมของกลุ่มที่เข้าข่ายว่ามีอาการโนโมโฟเบียนั้น นับว่าเป็นพฤติกรรมที่แทบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาในโลกยุคปัจจุบันไปแล้วก็ว่าได้ ทว่ามันกลับค่อยๆ ส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเราในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจส่งผลต่อหน้าที่การงานในอนาคตด้วยเช่นกัน…

โรคติดสมาร์ทโฟน (โนโมโฟเบีย)3

โนโมโฟเบียสาเหตุของความเครียดที่เราไม่รู้ตัว

          เมื่อปี 2010 หน่วยงานวิจัย YouGov ได้ทำการวิจัยพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนจากคนจำนวน 2,163  คนในสหราชอาณาจักร  และพบว่ากว่า 53% ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนมักจะเกิดความรู้สึกวิตกกังวลเมื่อเกิดสถานการณ์สมาร์ทโฟนแบตฯ หมด  ไม่มีสัญญาณ  หรือสมาร์ทโฟนหาย และจากจำนวนผู้ร่วมวิจัยทั้งหมด 2,163 คน พบว่ากว่า 58% ของผู้ชายและ 47% ของผู้หญิง มีอาการของ โนโมโฟเบีย และอีก 9% ของผู้ร่วมวิจัยพบว่า ตนเองมีความเครียดมากเกินกว่าปกติ  ถ้าหากโทรศัพท์ ของตนเองไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งเมื่อวัดระดับความเครียดจากกลุ่มคนดังกล่าวก็พบว่าเป็นระดับความเครียดและความวิตกกังวลที่เทียบเท่าได้กับความเครียดที่เกิดขึ้นก่อนวันแต่งงานเลยทีเดียว

ประกอบกับงานวิจัยชิ้นอื่นๆ ทำให้พบว่าปัจจุบันอาการ โนโมโฟเบีย เกิดขึ้นกับกลุ่มคนวัย 18 – 24 ปี มากที่สุด (ร้อยละ 77) รองลงมาคือช่วงอายุ 25 – 34 ปี และลงท้ายด้วยกลุ่มที่่มีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไป ซึ่งถูกจัดว่าเป็นกลุ่มที่พบอาการโนโมโฟเบียน้อยที่สุดตามลำดับ

เช่นเดียวกันกับงานวิจัยจากสหรัฐฯ ที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของอาการ โนโมโฟเบีย ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างทวีคูณโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น

จากผลการสำรวจของงานวิจัยในสหรัฐฯ พบว่า  กว่า 65%  ของประชากร  (ราว 2 ใน 3 ของประชากร)  มีพฤติกรรมนอนหลับพร้อมกับมีสมาร์ทโฟนวางไว้ข้างกาย กว่า 34% ของประชากร ยอมรับว่ามักจะให้ความสำคัญกับการตอบแชทมากกว่าการคุยกับคนใกล้ตัว และจากแบบสำรวจก็พบว่า 1 ใน 5 ของผู้มีอาการติดมือถือ ยอมที่จะไม่ใส่รองเท้าเดินนานถึงหนึ่งอาทิตย์แลกกับการได้ใช้สมาร์ทโฟนตลอดเวลา

ตัวเลขจากงานวิจัยดังกล่าวนับว่าเป็นภาพสะท้อนของพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนในกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างชัดเจน ซึ่งงานวิจัยยังพบว่าเกินกว่าครึ่งหนึ่งของประชากร ไม่เคยปิดโทรศัพท์เลย และกว่า 66% กำลังได้รับผลกระทบจากอาการเสพติดสมาร์ทโฟน

นอกเหนือจากปัญหาความเครียดที่เป็นภัยเงียบและส่งผลร้ายต่อสุขภาพจิตในระยะยาวแล้ว กลุ่มคนที่มีอาการ ยังเสี่ยงต่อการเกิดอาการผิดปกติทางร่างกายอีกด้วยไม่ว่าจะเป็น…

1.อาการนิ้วล็อก

อาการที่เกิดจากการใช้นิ้วมือในการกดสมาร์ทโฟนตลอดทั้งวัน ส่งผลให้เกิดอาการปวดข้อมือ ข้อนิ้ว เส้นเอ็นยึด และบางรายอาจถึงขนาดที่กำนิ้วมือแล้วไม่สามารถเหยียดนิ้วได้เลยก็มี

2.อาการปวดเมื่อยคอ บ่า ไหล่

เกิดจากองศาการก้มหน้าหรือค้อมตัวลงเป็นเวลานานขณะใช้สมาร์ทโฟน ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า และไหล่ เกิดการหดตัวที่ผิดปกติ และทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวก

3.อาการทางสายตา

แสงสีฟ้าจากหน้าจอโทรศัพท์นั้นส่งผลร้ายต่อสุขภาพสายตามากกว่าที่คุณคิด โดยเฉพาะเมื่อคุณใช้สายตาจ้องไปที่สมาร์ทโฟนเป็นเวลานานๆ ซึ่งมันอาจทำให้เกิดอาการสายตาล้า พร่ามัว ตาแห้ง หรืออาจเกิดอาการวุ้นในตาเสื่อม และจอประสาทตาเสื่อมได้เช่นกัน

4.โรคอ้วน

จริงอยู่ที่ลักษณะนิสัยการใช้สมาร์ทโฟนจะไม่ได้ส่งผลต่อโรคอ้วนโดยตรง แต่อาการติดสมาร์ทโฟนจนไม่ลุกไปทำอะไรนอกเหนือจากนั่งหรือนอนเล่นสมาร์ทโฟนทั้งวัน ก็ถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดโรคอ้วนได้อีกเช่นกัน

อาการเสื่อมสภาพของหมอนรองกระดูก

อาจจะดูเหมือนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน แต่จริงๆ แล้ว ท่าทางการใช้สมาร์ทโฟนที่ไม่ถูกต้องตามสุขลักษณะก็อาจทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมสภาพได้เช่นกัน

โดยเฉพาะการก้มหน้าเป็นเวลานานๆ ที่อาจส่งผลให้กล้ามเนื้อไม่สามารถพยุงกระดูกได้ดีเท่าที่ควร บวกกับการไม่ออกกำลังกาย ซึ่งสองสาเหตุนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดโรคกระดูกต้นคอเสื่อมได้โดยไม่รู้ตัว

และถึงแม้ว่าอาการเสพติดสมาร์ทโฟน จะยังไม่ถูกจัดให้เป็นภาวะโรคทางจิตเวช แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า พฤติกรรมการใช้ชีวิตติดกับสมาร์ทโฟนเป็นประจำวันละหลายชั่วโมง นานนับปี ย่อมส่งผลเสียต่อทั้งด้านบุคลิกภาพ สุขภาพ และความสามารถในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในชีวิตจริง ซึ่งบางรายอาจลามไปถึงขั้นไม่สามารถทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมายได้เลยก็มี

โรคติดสมาร์ทโฟน (โนโมโฟเบีย)2

ผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันจากอาการ โนโมโฟเบีย

แม้หลายคนจะบอกว่าตนยังไม่รู้สึกนิ้วล็อก สายตาแพ้แสง ไม่เป็นโรคอ้วน หรือหมอนรองกระดูกยังไม่เสื่อม แต่นอกเหนือจากผลกระทบในระยะยาวแล้ว  ไม่น่าเชื่อว่าอาการเสพติดสมาร์ทโฟน  จะส่งผลกระทบต่อลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันของเรา  จนหลายคนแทบจะไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวเองเลยก็ว่าได้ อาทิเช่น

  • เกิดความเครียดจัดจากการไม่ได้ใช้สมาร์ทโฟน มีผลทำให้ความดันในเลือดสูงขึ้น แถมยังมีผลต่อสมาธิในการทำงานอีกต่างหาก
  • เสียเวลา… นอกเหนือจากการติดต่องานบนสมาร์ทโฟนแล้ว ส่วนใหญ่เราก็มักจะใช้มันสำหรับการแชทกับเพื่อน การอัพเดทข่าวสารต่างๆ ซึ่งบางครั้งก็อาจทำให้เราใช้เวลาในแต่ละวันไปอย่างน่าเสียดาย โดยไม่ได้รับสารประโยชน์อะไรกลับมา (เช่นพฤติกรรมของคนที่ชอบเลื่อนฟีดส์เฟซบุ๊คเป็นประจำ)
  • ส่งผลต่อเวลานอนโดยตรง เพราะแสงสีฟ้า (Blue Light) จะส่งผลทำให้สมองรู้สึกตื่นตัว และส่งผลร้ายต่อเมลาโทนินซึ่งเป็นสารสำคัญต่อการหลับนอนของคุณนั่นเอง
  • ปัญหาด้านผิวหนัง อาจจะเหมือนว่าไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วการใช้สมาร์ทโฟนตลอดทั้งวันทั้งคืน ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณเป็นสิว หรือเกิดอาการแพ้บนผิว จากสิ่งสกปรกที่หมักหมมอยู่บนหน้าจอสมาร์ทโฟนได้เช่นกัน
  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์จากคนรอบข้าง ซึ่งต้องบอกกันตามตรงว่า การหมกมุ่นอยู่แต่กับสมาร์ทโฟนจนไม่สนใจที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง หรือเพื่อนร่วมงานเลย ก็ถือเป็นข้อเสียอย่างหนึ่งเหมือนกัน เพราะนอกจากคุณอาจจะทำให้คนอื่นเสียความรู้สึกจากการไม่สนใจที่จะให้ความสำคัญกับคนรอบข้างแล้ว บ้างก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เสียมารยาทด้วย

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกันสักนิด เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

จริงอยู่ที่อาการอาจจะ  ไม่รุนแรงเท่ากับโรคร้ายอื่นๆ  ที่อาจพรากชีวิตเราได้ภายในระยะเวลาอันสั้น  แต่การสะสมพฤติกรรมที่ไม่ถูกสุขลักษณะต่อร่างกายเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลให้เราต้องต่อสู้กับโรคร้ายอันไม่พึงประสงค์ก่อนวัยอันควรได้เช่นกัน

แน่นอนว่าสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากการดูแลเอาใจใส่ตัวเอง โดยทั้งหมดนี้เป็นคำแนะนำเบื้องต้นที่จะช่วยให้คุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์เพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคตได้…

  • จัดสรรเวลาในแต่ละวันให้มีช่วงเวลาที่คุณปิดเครื่องสมาร์ทโฟน และออกไปพูดคุยกับคนรอบตัวบ้าง
  • ให้ลองใช้ชีวิตแบบไม่มีอุปกรณ์สื่อสารและออกไปทำกิจกรรมข้างนอกอย่างน้อย 1 วัน/เดือน
  • วางสมาร์ทโฟนที่เรามักจะเอามาไว้ใกล้ตัวก่อนนอน ให้ห่างออกไปจากจุดเดิมในช่วงก่อนเข้านอน แม้ว่าตอนตื่นนอนคุณอาจจะต้องเดินไปปิดเสียงนาฬิกาปลุก แต่วิธีนี้จะช่วยให้คุณไม่เสียทั้งสายตา และเวลาในการพักผ่อน
  • ลองตั้งกฎการไม่ใช้สมาร์ทโฟนในช่วงระยะเวลาหนึ่งของแต่ละวัน เช่น ตั้งกฎว่าช่วงพักเที่ยงจะงดใช้สมาร์ทโฟนซัก 1 ชั่วโมง และพูดคุยกับคนรอบข้างมากยิ่งขึ้น
  • หากรู้สึกเหงาให้หากิจกรรมที่อยู่รอบตัวทำ หรือพูดคุยกับคนในบ้าน เพื่อนร่วมงาน และไม่ควรหมกมุ่นจมตัวเองอยู่กับสมาร์ทโฟนอย่างเดียวตลอดทั้งวัน

ในทางการแพทย์พบว่าบางคนหลังจากตัดสินใจที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว พวกเขามักจะเผชิญกับปัญหาด้านจิตใจเช่น ความเครียด หรืออาการวิตกกังวล แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวซึ่งเกิดจากพฤติกรรมความเคยชินของตัวเราเอง และเมื่อเวลาผ่านไป การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนก็จะค่อยๆ ทำให้เรากลับมารู้สึกอย่างปกติได้อีกครั้ง

แม้จะปฏิเสธการใช้สมาร์ทโฟนโดยสิ้นเชิงไม่ได้ แต่เราสามารถวางแผนเพื่ออนาคตที่ดีกว่าได้

เป็นอย่างที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันสมาร์ทโฟนได้เข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันเราแทบจะทุกเรื่อง ไม่ว่าจะทั้งด้านการติดต่อประสานงาน การทำธุรกิจ/ธุรกรรม การอัพเดทข่าวสาร ฯลฯ ราวกับว่าหากขาดอินเตอร์เน็ตไปโลกทั้งใบก็อาจจะหยุดหมุนได้เลยทันที

และถ้าหากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่งานยุ่ง จนมีเหตุต้องใช้สมาร์ทโฟนเพื่อติดต่องานอยู่ตลอดทุกวี่ทุกวัน ก็คงจะดีไม่น้อยถ้ามีประกันสุขภาพที่ทำไว้ตอนแข็งแรง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในวันที่เกิดการเจ็บป่วย แถมยังเป็นการวางแผนทางการเงินอีกช่องทางหนึ่ง ที่จะช่วยให้ความฝันและเป้าหมายทุกอย่างในชีวิตของคุณไม่ล้มพังลงมาเพียงเพราะคำว่า ‘ค่ารักษาพยาบาล’

จากสถิติปัจจุบันพบว่าในแต่ละปีมีคนไทยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสูงถึงราว 12 ล้านคน (คิดเป็น 20% ของประชากรทั้งประเทศ) และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นทุกปี

สรุป

ดังนั้นการทำประกันภัยในขณะที่ร่างกายยังแข็งแรงและต่อสู้กับงานหนักได้ จึงถือว่าเป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการวางแผนทางการเงินเพื่อค่ารักษาพยาบาลในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเพราะค่าเบี้ยประกันที่ถูกกว่า มีการครอบคลุมการรักษาโรคต่างๆ หลากหลายกว่าผู้ที่เริ่มทำประกันตอนป่วย และถ้าเริ่มทำตั้งแต่อายุยังน้อย คุณก็จะได้รับสิทธิระยะเวลาในการคุ้มครองที่ยาวนานกว่าด้วยเช่นกัน

เพราะ PRS Insure มองเห็นว่าสุขภาพคือปัจจัยพื้นฐานที่จะช่วยให้เราไปถึงจุดมุ่งหมายที่ต้องการได้ ดังนั้นการวางแผนประกันสุขภาพให้กับทั้งตนเองและคนที่คุณรักจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่คนรุ่นใหม่ต่างต้องทำงานกันอย่างหนักเพื่อบรรลุเป้าหมายตามที่ใจคุณต้องการ

 

ทำประกันสุขภาพตอนแข็งแรงดี วางแผน หรือ จ่ายเงินทิ้ง?